โทรศัพท์มือถือพลังงานน้ำโค้ก
Daizi Zheng เผยโฉมแนวคิดโทรศัพท์มือถือ (Concept phone) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้พลังงานชีวภาพทางเลือกใหม่ ออกแบบรูปทรงให้เป็นเหมือนหลอดทดลองทางวิทยาศาสตร์ ใช้แผงปุ่มกดตามสไตล์โทรศัพท์มือถือของ Nokia มีความพิเศษตรงพลังงานที่ใช้ ได้มาจากการเติมเครื่องดื่มโคคา-โคล่าหรือน้ำโค้กที่ใช้ดื่มดับกระหาย ซึ่งมีคาร์โบไฮเดตในน้ำตาลและใช้เอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้เกิดพลังงานเพียงพอที่จะทำให้ใช้งานโทรศัพท์ได้ 3 - 4 ครั้ง แนวคิดของ Daizi Zheng ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปเพราะปัจจุบันมีการใช้น้ำมาทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี เพื่อให้เกิดเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าสามารถใช้น้ำ Pepsi ได้หรือไม่ ^^
k45 Record sd Play HD
กล้องไฮโซ Pentax K-m DSLR แต่งด้วย Swarovski Crystals
กล้องดิจิตอลโครตแพงแห่งปี

เปิดตัวในอย่างเป็นทางการในเมืองไทยแล้ว สำหรับกล้องดิจิตอล ที่มีความละเอียดสูงสุดในโลก "HASSELBLAD H3D" เห็นราคาที่บริษัท ชีร์โร่ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายตั้งไว้แล้วถึงกับสะดุ้งโหยง เพราะกล้องรุ่นนี้มีราคาสูงถึง 1.6 ล้านบาท โดยมุ่งเจาะตลาดไปยังกลุ่มช่างภาพมืออาชีพ
ราคาแพงได้ใจอะไรขนาดนี้เราลองมาดูว่ากล้องตัวนี้มีดีอะไร อย่างที่เกริ่นไปตอนแรก "HASSELBLAD H3D" กล้องดิจิตอลที่มีความละเอียดสูงสุดในโลก โดยมีความละเอียดสูงถึง 39 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ "HASSELBLAD H3D"ยังเป็นกล้องดิจิตอลขนาดกลาง (Medium Format) ที่ทำงานด้วยระบบออโต้โฟกัสมี CCD เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ (Full Frame) ขนาด 36 x 48 มม. ใหญ่กว่าฟิล์ม 35 มิลลิเมตร ถึง 2 เท่า ด้วยความละเอียดถึง 39 ล้านพิกเซล พร้อมระบบ Digital APO Correction ซอฟต์แวร์ที่ช่วยปรับแก้ความคาดเคลื่อน ของระบบสีให้เสมือนจริง
ทั้งนี้ HASSELBLAD ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้านการถ่ายภาพที่เรียกว่า "HASSELBLAD STAR QUALITY" หลังจากใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดย HASSELBLAD H3D เป็นกล้องที่ให้มีมาตรฐานด้านการถ่ายที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การให้ภาพที่มีความละเอียดสูง ให้ภาพที่คมชัดจนถึงในเรื่องของ Skin Tone ซึ่งทำให้ภาพเหมือนสีธรรมชาติที่สุด อีกทั้งมีระบบ Low noise ป้องกันการรบกวนของเสียง ถ่ายได้ทั้งภาพแบบดิจิตอล และฟิล์ม ซึ่งเป็นกล้องที่ถ่ายได้แบบภาพเดียวไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้ภาพที่มีคุณภาพสูง เหมาะสำหรับงานระดับมืออาชีพ อาทิ งานโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์เป็นต้น
นอกจากนี้ HASSELBLAD H3D สามารถเลือกใช้หน่วยความจำได้ถึง 3 แบบคืออาทิ CF Card และ HASSELBLAD IMAGE BANK ซึ่งสามารถเก็บภาพได้สูงสุดถึง 100GB และเพิ่มความเร็วในการโหลดภาพสูงถึง 60MB/วินาที
และที่เปิดตัวพร้อมกล้องดิจิตอล HASSELBLAD H3D คือ เลนส์มุมกว้าง 28 มม./f4 HCD รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับกล้องดิจิตอลโดยเฉพาะ ให้ภาพที่มีคุณภาพสูงเป็นพิเศษ และมีมุมกว้างที่สุดในโลกในกล้อง Medium Format พร้อมระบบ Distortion Correction ช่วยในการปรับแก้ความคลาดเคลื่อนของภาพได้ไม่ผิดเพี้ยน
ชีร์โร่ มาร์เก็ตติ้ง ไม่เพียงวางเป้าหมายทำตลาดไปยังกลุ่มบริษัทโฆษณา โปรดักซ์ชั่นเฮ้าส์ Rental Studio สื่อนิตยสาร และสิ่งพิมพ์ เท่านั้น แต่เตรียมขยายตลาดไปยังกลุ่มเศรษฐีคนมีตังส์อีกด้วย ไม่ว่าผู้บริหารระดับสูงที่ไลฟ์สไตล์ด้านการถ่ายภาพ และกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม อีกด้วย กล้องระดับราคาล้านกว่าคงเป็นของเล่น หรือของสะสมชิ้นดียิ่งขึ้นหนึ่งเลยทีเดียว
ที่มา : http://women.mthai.com/views_Digital-Camera-review_2_74_1894_1.women
Fuji Finepix S200EXR มาแล้ว
ในที่สุดกล้องดิจิตอล SLR-Like ตัวท็อปของฟูจิก็ออกมาใหม่ ทิ้งช่วงค่อนข้างนาน หลังจากรุ่น S100FS ออกมา จนกระทั่วตกรุ่นไปแล้ว รุ่นล่าสุด Finepix S200 EXR จัดอยู่ในกลุ่ม Compact SLR-Like ที่ไม่มีคู่แข่งเลย หลังจากที่ Panasonic ไม่คลอดรุ่นต่อจาก FZ50 ออกมาซักที



S200 EXR มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เลนส์ซูม 14.3 เท่า ใช้ตัวรับภาพ Super CCD EXR ขนาด 1/1.6" ซึ่งใหญ่กว่าของ Canon G11 นิดหน่อย

S200EXR เหมาะกับผู้ที่ต้องการคุณสมบัติการใช้งานที่ปรับแต่งได้หลากหลายเหมือนกล้อง DSLR ขนาด/น้ำหนักและวิธีการใช้งานที่ใกล้เคียงกล้อง DSLR ใช้มือหมุนปรับวงแหวนซูมและวงแหวนโฟกัสได้โดยตรง โดยอยู่ในงบประมาณที่ไม่สูงเกินไป และที่สำคัญงบไม่บานปลาย เพราะมีเลนส์ซูมตั้งแต่ช่วงมุมกว้างจนถึงเทเลที่เพียงพอ (30.5-436mm) ติดมากับกล้องเลย ตัดปัญหาเรื่องการหาเลนส์เพิ่มและถอดเปลี่ยน
คุณสมบัติหลักๆ ของ S200EXR
Super CCD EXR 12 ล้านพิกเซล ขนาด 1/1.6"Film simulation mode 5 แบบจอ LCD 2.7" ความละเอียด 230,000 dotsSuper Intelligent Flashแบตเตอรี่ใช้ได้นานขึ้น 50%บันทึก RAW/JPEG ได้พร้อมกันISO สูงสุดที่ 128000 เมื่อตั้งความละเอียดที่ 3 ล้านพิกเซลจุดเด่นของ S200 EXR ก็คงจะอยู่ที่ Dynamic range ที่กว้าง ให้สีสันสมจริงซึ่งเป็นจุดแข็งของเซนเซอร์รับภาพรุ่น EXR ของฟูจิ และคุณภาพไฟล์ภาพที่สูง noise ต่ำ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่แสงน้อยซึ่งมักเป็นปัญหาสำคัญของการถ่ายภาพ
ดูรายละเอียดคุณสมบัติของ Fuji Finepix S200 EXR
รู้จักดูแลกล้อง DSLR ให้ถูกวีธี
การดูแลเบื้องต้นที่สามารถทำได้แบบง่ายๆ ของแต่ละอุปกรณ์ ทั้งตัวกล้อง, เลนส์ และอื่นๆ ให้ใช้งานได้ยาวนานและอยู่กับเราตลอดไปครับ
จุดเบื้องต้นที่กระผมพูดและย้ำอยู่เสมอครับ คือการเก็บรักษา อันดับแรก ๆ คือ
การวางกล้องครับ กล้อง DSLR และอุปกรณ์ต่าง ไม่ว่าจะเลนส์ แฟลช กริ๊ป ฟิลเตอร์ ต่างก็กลัวความชื้นกันทั้งนั้นครับ ยิ่งหน้าฝนอากาศยิ่งชื้นมากกว่าปกติ ดังนั้นการวางกล้องไม่ควรวางไว้ ณ ที่ที่มีความชื้นครับ อาทิ ตู้เสื้อผ้า หรือตู้เหล็ก หรือไม้ครับ ความชื้นในสถานที่ที่กล่าวมานี้จะมีมากกว่าเดิมครับ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ของเรา คือหลักๆ เชื้อรา จะเกิดเป็นคราบดำๆอยู่บริเวณที่เป็นกระจก ไม่ว่าจะเลนส์ หรือกระจกสะท้อนที่ตัวกล้องครับ
วิธีการป้องกันเบื้องต้นที่ถูกหลัก คือการหลีกเลี่ยงความชื้นเหล่านี้ครับ คือการวางกล้องควรวางไว้ในกระเป๋ากล้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกครับ และต้องใส่สารกันชื้นลงในกระเป๋าสัก 1-2 ซอง (ตามความเหมาะสมของกระเป๋าครับ) ความชื้นในกระเป๋าจะถูกดูดความชื้นด้วยสารกันชื้นออกไป หรือถ้าเกิดมีอุปกรณ์มากกว่า 4-5 ชิ้น ก็ควรเลือกอุปกรณ์ที่รองรับกับปริมาณอุปกรณ์ที่เรามีครับอย่าง กล่องกันความชื้นหรือตู้กันความชื้นครับ ราคาก็มีตั้งแต่ประมาณ 2,000 หน่อยๆ ไปถึงหลักหมื่นก็มีครับ ราคาอาจจะสูงสักนิดแต่ใช้ได้ยาวนานครับ พูดได้ง่ายๆว่าคุ้มค่าคุ้มราคาครับ เพราะถ้าอุปกรณ์ตัวละหลายๆหมื่น ถึงแสน คงไม่ต้องพูดถึงเลยครับว่าคุ้มค่าแค่ไหน ดังนั้นการหลีกเลี่ยงความชื้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลครับ
ต่อไปเรามาพูดถึงการทำความสะอาดแบบง่ายที่จะดูแลกล้อง DSLR เราไปให้ยาวนานได้ครับ งั้นผมขอเริ่มที่อุปกรณ์ในการทำความสะอาดกันแบบง่ายก่อนนะครับ เริ่มที่ชุดที่ผมอยากแนะนำคือชุดทำความสะอาดที่เป็นชุดในหนึ่งชุดนั้นจะประกอบไปด้วย
ลูกยางเป่าลม
น้ำยาเช็ดเลนส์
คัดตันบัด
ผ้าเช็ด
กระดาษเช็ดเลนส์
แปรงปัด
อุปกรณ์ในการทำความสะอาดจะมีประมาณนี้ครับ หลักการทำความสะอาดจะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ในการทำความสะอาดครับ
ตัวแรกที่จะพูดถึงคือ ลูกยางเป่า หน้าที่ในการใช้งาน คือเป่าสิ่งสกปรกออกจากอุปกรณ์ต่างๆ อาทิเช่น ฝุ่น เศษหินเศษทราย ติดอยู่ครับ ทำไมต้องใช้ลูกเป่าลมเป่า เพราะถ้าใช้ผ้าเช็ดจะทำให้มีรอยขีดขวนจากเศษสิ่งสกปรกได้ครับ ดังนั้นลูกเป่าลมจึงต้องทำหน้าที่นี้ครับ
ต่อมาเป็น น้ำยาเช็ดเลนส์ หลังจากได้เป่าสิ่งสกปรกออกอาจจะพบคราบจากรอยนิ้วมือ ที่ติดตามกระจกเลนส์ หรือตามบอร์ดดี้ของกล้อง ก็ต้องใช้น้ำยาเทใส่ลงผ้าเช็ดเลนส์และทำการเช็ดค่อยๆ เช็ดหมุนไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อขจัดคราบสิ่งสกปรกออกครับ แต่ไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาบ่อยๆครับ เพราะจะทำให้เลนส์พื้นผิวของกระจก เกิดการคลานเคลื่อนของสีสันได้ครับเนื่องจากแต่ละค่ายเลนส์ก็มีสูตรเฉาพะของตนในการคิดหาสารมาเคลือบเลนส์ของตนเองครับ ถ้าใครใช้เลานส์ที่ราคาสูงหน่อยการเลือกน้ำยาที่มีคุณภาพก็จำเป็นมากเช่นกันนะครับ
คัดตันบัด ข้อดีของอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ การทำความสะอาดในจุดซ้อนเรนท์ครับ ไม่ว่าจะกระจกสะท้อนภาพที่ตัวบอร์ดี้หรือในเลนส์ที่มีช่องลึกๆ ก็สามารถใช้ได้ครับ โดยยอดน้ำยาที่คัดตันบัดก่อนเช็ดครับ
ผ้าเช็ด ถือเป็นจุดสำคัญครับ เพราะถ้ามองจุดเล็กน้อยๆคือ ผ้าที่มีคุณภาพดี จะต้องดูว่ามีขลุยหรือไม่ครับ ควรเลือกผ้าที่ไม่มีขลุยนะครับ เพราะจะช่วยลดในเรื่องฝุ่นเล็กๆที่อาจจะทำให้ติดอยู่ที่บริเวณอุปกรณ์ ทำให้ยากที่จะทำความสะอาดได้ครับ ดังนั้นผ้าจึงมีความสำคัญในการเลือกใช้งานครับ ในตลาดที่เราสามารถหาได้ก็มีตั้งแต่ผ้า ไมโครไฟเบอร์ นาโนไฟเบอร์ ก็เลือกตามความเหมาะสมของราคาล่ะกันครับ ขนาดของผ้าก็เลือกให้ใหญ่สักหน่อยจะได้ใช้งานถนัดมือครับ นอกจากคุณภาพของผ้าแล้วความสะอาดของผ้าเองก็สำคัญไม่ใช่น้อยเช่นนะครับ ถ้าใช้งานไปได้ซักระยะแล้วก็ควรนำไปซักทำความสะอาดกันบ้างนะครับ
กระดาษเช็ดเลนส์ ความสำคัญใครๆ จะคิดว่าความสำคัญของเขาน้อยมาก แต่จริงๆ มองข้ามความสำคัญไม่ได้ครับ เพราะกระดาษตัวนี้จะมีเนื้อเหมือนกระดาษลดความมัน เพราะถ้าใช้งานจะเห็นได้ชัดเลยครับว่าจะไม่เห็นฝุ่นติดที่หน้าเลนส์เลยครับ แต่กระดาษจำพวกนี้จะใช้ได้แค่ครั้งเดียวครับ แต่คุณภาพในการทำงานจะดีกว่าผ้าอีกด้วยครับ แต่มีเคล็ดลับนิดหน่อยครับการซื้อกระดาษเช็ดเลนส์ไม่ควรซื้อที่เป็นซองใหญ่ หรือแพ็คที่ใหญ่เกินไปนะครับ เนื่องจากการเปิดแพ็คเพื่อการใช้แต่ล่ะครั้งอาจจะมีพวกฝุ่นเข้าไปได้เช่นกัน ดังนั้นซื้อเป็นแพ็คเล็กแต่หลายแพ็คแทนน่าจะดีกว่านะครับ และใช้ให้หมดที่ละแพ็คค่อยแกะแพ็คใหม่นะครับ
ตัวสุดท้ายคือ แปรงปัด สำหรับอุปกรณ์ต้องใช้อย่างละเอียดอ่อนมากครับ เพราะถ้าปัดแรงๆ อาจทำให้หน้าเลนส์เป็นรอยขนแมวได้ครับ ดังนั้นการใช้ต้องระมัดระวังให้ดีครับ จุดหลักๆ ของการปัด ไม่แนะนำให้ปัดเลนส์หรือที่เป็นจุดที่มีกระจกครับ ควรเลือกใช้งานชิ้นส่วนภายนอก อาทิเช่น บอร์ดดี้ หรือกรอบเลนส์เท่านั้นครับ
การเลือกใช้อุปกรณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเลือกใช้ ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ครับ เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นกับวัตถุเราได้ครับ ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือระวังเรื่องกระแทกหรือหล่นครับ จะทำให้เสียหายหนักเลยครับ
สำหรับหัวข้อในวันนี้ลองดูภาพประกอบ และวิธีทำความสะอาดที่ถูกวิธีครับ
หัวข้อที่กล่าวมาในวันนี้กระผมคิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ที่จะช่วยดูแลในเบื้องต้น ให้กล้องได้อยู่ใช้งานกับเราไปนานๆ ครับ แต่ในกรณีถ้าเกิดปัญหาเกิดมีฝุ่นติดที่ CCD ผมแนะนำให้ส่งศูนย์ทำความสะอาดดีกว่าครับ เพราะรายละเอียดจะเยอะกว่าและอุปกรณ์เครื่องมือในการใช้งานก็จะแตกต่างออกไปครับ
ที่มา : http://www.digital2home.com/tips/2007/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-d-slr-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81/
ข้อดีของกล้อง DSLR
หากคุณต้องการอัพเกรดกล้องคอมแพกของคุณ เป็นและต้องการที่จะถ่ายภาพให้ได้คุณภาพจริงๆจังๆ ข้อแตกต่างที่สำคัญของกล้องทั้งสองประเภท 7 ประการด้วยกันครับ
1. คุณจะได้ในสิ่งที่คุณเห็น

ด้วย View finder ของกล้อง DSLR ช่วยให้การถ่ายภาพนั้น ง่ายดายยิ่งขึ้น ผ่านทาง Mirror และ Prism คุณจะได้เห็นภาพที่คุณ ต้องการถ่ายอย่างชัดเจน และหากกล้องของคุณมีระบบ Live View คุณจะได้เห็นภาพที่แท้จริงผ่าน ทางหน้าจอ LCD ทำให้คุณสามารถ ตอบสนองการถ่ายภาพ ได้ในทันที สำหรับการปรับแต่งและโฟกัสไปยัง ภาพนั้น
2.การปรับแต่งที่ง่ายดาย
ด้วยกล้อง DSLR นั้นการปรับระดับแสงจะถูกวัดด้วยเลนส์ ซึ่งช่วยให้กล้องสามารถคำนวณค่าความสมดุลได้ หน้าจอของ View Finder นั้นจะให้ข้อมูลสำคัญเช่นความเร็วชัตเตอร์ และ อะเพอเจอร์ พร้อมด้วยระบบจุดออโต้โฟกัส ทำให้คุณสามารถที่จะดูค่าจากหน้าจอ ได้สำหรับ การปรับแต่งการถ่ายภาพ
3.คุณภาพของภาพที่สูงขึ้น
คุณอาจจะได้ยินว่าภาพที่มีจำนวนพิกเซลมากขึ้นนั้น จะเป็นภาพที่มีคุณภาพดีมากขึ้น ซึ่งเป็นความจริง แต่ทว่าขนาดของพิกเซลเอง ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน DSLR นั้นมีเซ็นเซอร์ที่ใหญ่กว่า และพิกเซลที่ใหญ่กว่า ซึ่งไวแสงมากกว่า ผลลัพธ์ทีได้คือภาพที่มีคุณภาพดีกว่า
4.ความคิดสร้างสรรค์ที่ยืดหยุ่นได้ ไม่จำกัด
ระบบการปรับแต่งที่มากกว่านี่คือข้อแตกต่างที่ชัดเจน คุณสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้อย่างไม่จำกัดสำหรับกล้องแบบ DSLR ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลากหลายแบบ สำหรับทุกความคิดสร้างสรรค์ของคุณ เลือกจากเลนส์หลากหลายแบบ ไม่ว่าเลนส์มาตรฐาน, ซูม, เลนส์มุมกว้าง, เลนส์ระยะไกล หรือเลนส์มาโคร เพื่อให้เหมาะสมกับคุณภาพของภาพที่คุณต้องการ แม้ว่ากล้องคอมแพคสามารถถ่ายได้หลายแบบ แต่ทว่าหากให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีจริงๆ คุณต้องการตัวจริง
5. การตอบสนองที่เร็วกว่า
แน่นอน ว่ากล้อง DSLR นั้นอาจจะพกยากกว่ากล้องคอมแพคธรรมดา แต่นั่นเพราะคุณได้พกความสามารถและประสิทธิภาพที่มากมายไปด้วยนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่ทำให้คุณสามารถถ่ายภาพได้เร็วขึ้น เพราะระบบออโต้โฟกัสและการตอบสนองของชัตเตอร์ที่เร็วกว่า โดยคุณจะไม่พลาดวินาทีที่สำคัญเลยทีเดียว
เมื่อปรับให้เป็นระบบออโตเมติก กล้อง DSLR นั้นจะใช้งานง่ายเหมือนกล้องคอมแพคโดยทั่วไป แต่หากต้องการคุณภาพที่มากขึ้น ครอบครัวของคุณควรจะมีกล้องที่ใช่อย่าง DSLR
6.ระบบดิจิตัลล้วน
กล้อง DSLR เดิมนั้น ให้แสงผ่านเข้ามายังเลนส์เพื่อที่จะให้เกิดปฏิกริยาทางเคมีในฟิล์ม เพื่อบันทึกภาพ แต่ด้วยกล้อง Digital SLR นั้นเซ็นเซอร์จะทำการจับภาพที่ความละเอียดที่สุดและผ่านเข้าไปยังตัวประมวลผล และที่นี่เองที่มีกระบวนการลด Noise "รายละเอียดที่ไม่ต้องการ" และบันทึกลงในหน่วยความจำ เพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญนั้นต่อไป
7.ทดลองถ่ายได้ไม่จำกัด
นี่เป็นข้อดีของกล้องถ่ายภาพแบบดิจิตัลที่เหนือกว่ากล้องฟิล์มโดยทั่วไป ด้วยกล้อง DSLR นั้นคุณสามารถเปลี่ยนเลนส์และถ่ายภาพตามใจต้องการและความคิดสร้างสรรค์ของคุณ ได้ชนิดที่ไร้ขีดจำกัด ได้ด้วยตัวเอง และฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังดูภาพที่ถ่ายได้ด้วยตนเองทันที ไม่เหมือนกับกล้องฟิล์มแบบเดิมๆ
ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพแบบ DSLR นะครับ
ข้อมูลจาก http://dslr.sony.co.th/tips/view/2/
Stop Action เค้าค้างกันอย่างไร

การถ่ายภาพลักษณะนี้ เป็นการจับเฉพาะช่วงใดช่วงหนึ่งช่วงใดของตัวแบบ เพื่อให้ภาพดู
แปลกตาออกไป โดยอาศัย speed shutter และจังหวะการบันทึกภาพเป็นปัจจัยหลักนั่นคือจะต้องสูงเข้าไว้ ภาพนี้ใช้ 1/400 วินาที เลือกจับตอนที่คนกระโดดขึ้นสูงสุด
สิ่งที่ต้องคำนึง สำหรับภาพการถ่ายภาพลักษณะนี้ ที่ต้องการ speed shutter สูงๆคือ สภาพแสงในขณะนั้นจะต้องเพียงพอสำหรับความชัดลึกที่จะเลือกใช้ ซึ่งจะส่งผลไปถึงเรื่องของการชัดลึกครอบคลุมแบบ ภาพนี้ ใช้ f8 ซึ่งสภาพแสงขณะนั้นมีแสงแดดเข้มาช่วย
การจับจังหวะให้ทันในชอตเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ใช้เวลาในการฝึกฝน ซึ่งในจุดนี้กล้องก็ได้มีตัวช่วยในการถ่ายภาพ เรียกว่าโหมดการถ่ายภาพต่อเนื่อง หรือ (Continuous shooting) เมื่อใช้โหมดนี้บันทึกภาพ ทันทีที่กดชัตเตอร์กล้องจะลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพออกมาอย่างต่อเนื่องกัน จนกว่าจะปล่อยมืออกจากปุ่มชัตเตอร์ ซึ่งจะทำให้ได้ภาพต่อเนื่องกันหลายชอต แล้วจึงมาคิดเลือกภาพกันทีหลัง
ข้อมูลจาก http://photohow2.blogspot.com/2009/05/stop-action.html

